กางเกงเก๋ๆๆๆๆ
วันศุกร์ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559
กางเกง
ประวัติกางเกงยีนลีวายส์ (Levi’s)
นายลีวาย สเตราส์ (Levi Strauss) ชาวเยอรมัน เป็นผู้หนึ่งที่ร่วมอยู่ในยุคตื่นทอง เมื่อปี ๕.ศ.1850 ซึ่งทุกคนต่างมุ่งหน้าไปขุดทองที่เหมืองในเมืองซานฟรานซิสโก ประเทศสหรัฐอเมริกา สเตราส์เดินทางไปที่นั่นเช่นกัน เขาไปเพื่อขายของ ซึ่งของที่นำไปขายได้ขายหมดระหว่างทาง เหลือเพียงผ้าเต็นท์เท่านั้น เมื่อไปถึงเหมือง ชาวเหมืองคนหนึ่งบอกให้เขาหากางเกงที่ทนทานมาขายบ้าง เพราะกางเกงคนขุดเหมืองขาดง่าย
คำพูดนี้จุดประกายความคิดให้สเตราส์ทันที เขาจึงนำเอาผ้าเต็นท์มาให้ช่างตัดเป็นเสื้อและกางเกง แล้วนำออกขาย ปรากฏว่าขายดีอย่างนึกไม่ถึงจนผ้าเต็นท์หมดในไม่ช้าสเตราส์จึงสั่งผ้าใบเรือมาตัดเสื้อผ้า ในขณะที่ผ้าเต็นท์ขาดตลาด เขาสั่งผ้าหนาอีกหลายชนิดมาจากนิวยอร์ก และนำมาย้อมเป็นสีน้ำเงินคราม อันเป็นสัญลักษณ์ของเสื้อผ้ากรรมกร
ปี ค.ศ.1860 ช่างตัดเสื้อชื่อ นายจาคอบ เดวิส (Jacob Davis) จากรัฐเนวาดาได้ตอกหมุดตามมุมกระเป๋ากางเกงของคนงานเหมือง เพื่อให้บริเวณนั้นที่มักขาดเสมอแข็งแรงขึ้น สเตราส์นำวิธีการตอกหมุดมาใช้กับกางเกงเสื้อผ้าที่มีเนื้อผ้าหนาของเขาและตั้งชื่อว่า “ลีวาย” (Levi’s) ในวันที่ 20 พฤษภาคม ค.ศ.1873 สเตราส์ได้จดทะเบียนสิทธิบัตรขึ้น ถือเป็นวันกำเนิดกางเกงยีนส์ลีวายที่นิยมใช้ทั่วโลกขณะนี้
ยุคสมัย ลีวายส์ 1870 - 1879
ผืนผ้าเดนิมถูกเปลี่ยนตั้งแต่ ค.ศ.1860 ลีวาย สเตราสส์ แอนด์ โก. เริ่มใช้คำว่า XX เมื่อ ปี ค.ศ.1870 หมายถึงเป็นผ้าเฮฟวี่เดนิม ที่มีคุณภาพดี โดยมีน้ำหนักเป็นพิเศษ ลีวาย สเตราสส์ และ จาคอบ ดับเบิ้ลยู ดาวิส ร่วมกันจดทะเบียนหมุดโลหะ คอปเปอร์ ริเว็ตเต็ด เมื่อ ค.ศ.1873 ต่อมาได้ทำการผลิตเดนิม ยีนส์ กางเกงโอเวอร์ออลล์ส เดนิม XX เกิดขึ้นมามีรูปแบบ 3 กระเป๋า จะสังเกตได้ ที่ด้านหลังมีกระเป๋าหลังด้านขวากระเป๋าเดียว
รุ่นแรกๆ นี้จะเรียกว่ากางเกงโอเวอร์ออลล์ส
1880 - 1889 ได้ใช้ป้ายหนังแท้ มาทำป้ายหลังในปี ค.ศ.1886 ในยุคสมัยนี้ยังคงเรียกกางเกงโอเวอร์ออลล์ส เดนิม ดับเบิ้ลเอ็กซ์
1890 - 1899 ใช้คำว่า 501 คือเลขส่งมอบผืนผ้าจากโรงงานอะมอสเคียง แมนูแฟคเตอริ่ง คัมปานี ส่งยังลีวาย สเตราสส์ แอนด์ โก. เมื่อปี
ค.ศ.1890 กางเกงโอเวอร์ออลล์ส เดนิม ไฟว์ โอ วัน ดับเบิ้ลเอ็กซ์ เย็บกระเป๋าใบที่ 4 คือกระเป๋าวอช พ๊อคเกต ในปี ค.ศ.1890
1900 - 1909 ลีวาย สเตราสส์ แอนด์ โก.ได้เย็บกระเป๋าหลัง เมื่อปี ค.ศ.1902 ทำให้เป็นกางเกงโอเวอร์ออลล์สที่มีกระเป๋าครบ 5 กระเป๋า เป็นกางเกงโอเวอร์ออลล์ส เดนิม 501 XX ที่สมบูรณ์แบบ ผลิตรุ่น 502 มีผลิตรุ่น 201 หรือกางเกงรุ่นนัมเบอร์ 2 ผลิตของเด็กชาย เป็นรุ่น 503 ก่อนแตกหน่อออกไปอีกเป็น 503 A, และ 503 B ซึ่งเป็นของเด็กโตขึ้นมาเป็นวัยรุ่น รุ่น 503 ผลิตยาวถึงยุค1960s จะเป็นรุ่น 503 Z
1910 - 1919 กางเกงโอเวอร์ออลล์สเดนิม 501 XX ยังมีการผลิตรุ่น 502 รุ่น 201 ผลิตรุ่น 503 และรุ่น 333 NO.3
1920 - 1929 กางเกงโอเวอร์ออลล์ส เดนิม 501 XX ได้เย็บหูกางเกงในยุคนี้ และได้ผลิตรุ่น 201 ไปอย่างต่อเนื่องจนถึงยุค 1940
1930 - 1939 กางเกงโอเวอร์ออลล์ส เดนิม 501 XX สมบูรณ์ แบบ มีหูสำหรับร้อยสายเข็มขัด มีซินช์แบ็ค เบลท์ ไว้ปรับให้กระชับในกรณีไม่ใช้สายเข็มขัด ในยุคนี้เป็นยุคที่ยกเลิกหมุดโลหะซ้าย-ขวาของกระเป๋าหลังด้านใน เปลี่ยนเป็นเย็บกระเป๋าหลังครอบคลุมไว้และเย็บแท็กกิ้งทับอีกชั้นหนึ่ง หมุดโลหะเรียกว่าคอนซีลเล็ด คอปเปอร์ ริเว็ตส์ นอกจากนี้ มีการใช้ป้ายเรดแท็บ และได้จดทะเบียนป้ายไว้เเล้ว จากนั้นได้ผลิตกางเกงผู้หญิง เลดี้ ลีวายส์ เวสเทิร์น โอเวอร์ออลล์ส โดยใช้ผ้าซานฟอไรเซ็ด เป็น 701 ของผู้หญิงจะมีทั้งเสื้อเบลาซส์ สำหรับใส่ไปท่องเที่ยวในยุคดู๊ดแรนช์ (Dude Ranch) และมีการผลิตอย่างต่อเนื่องไปถึงยุค 1950s และ 1960s มีเป็นรุ่น Lot 401 Lady Levi’s ได้ออกแบบเป็นพิเศษสำหรับผู้หญิง มีขนาดเอวตั้งแต่ 25 นิ้ว ถึง 33 นิ้ว และผลิตกางเกงผู้หญิงตามแบบฉบับสำหรับใส่ขี่ม้า เป็นรุ่น R 528 เลดี้ส์ ซานฟอไรเซ็ด เดนิม ฟร้อนเทียร์ส Ladie’s Sanforized Denim Frontiers (ตัว R หมายถึง Riding) กับผลิตเสื้อผู้หญิง เพื่อสวมเข้าชุดกัน รุ่น RJ 92 เลดี้ส์ ซานฟอไรเซ็ด เดนิม แจ๊คเกต (Ladie’s Sanforized Jacket)
1940 - 1949 กางเกงโอเวอร์ออลล์ส เดนิม 501 XX มี รุ่นผลิตอยู่ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ปี ค.ศ.1942 จนถึง ค.ศ.1944 ทางลีวาย สเตราสส์ แอนด์ โก.ได้เรียกกางเกงโอเวอร์ออลล์ส ที่เขาผลิตว่าเป็นรุ่นสงครามโลกครั้งที่ 2 บางที่อาจจะใช้คำว่า World War 2 เป็นรุ่น 501 XX, S 501 XX
1950 - 1959 กางเกงโอเวอร์ออลล์ส เดนิม 501 XX ถือ ได้ว่าเป็นที่สุดยอดอีกครั้งหนึ่งของลีวายส์ เพราะผ่านการผลิตมาแต่ละยุคสมัยจนลงตัว และในยุคนี้เป็นยุคที่รุ่งโรจน์ของอเมริกา ภายหลังมีชัยชนะในสงครามโลกครั้งที่ 2 ดาราฮอลลีวู้ด นักร้องร็อกแอนด์โรล ใครๆ ที่เป็นคนสำคัญในวงสังคมอเมริกัน และของโลกต่างหันมาสนใจในผืนผ้าเดนิม มีการเปลี่ยนแปลงป้ายหลัง จากป้ายหนังแท้ มาเป็นป้ายกระดาษปะเก็น ประเดิมรุ่นที่คำว่า Every Garment Guaranteed Lot 501 XX
1960 - 1969 ลีวาย สเตราสส์ แอนด์ โก. ได้ผลิตกางเกงเดนิม 501 อยู่ระหว่างคาบเกี่ยวจะเปลี่ยนไปเป็นกางเกงยีนส์ 501 โดยมีการแสดงเกรดของผ้า โดยใช้ตัวอักษร A, S, F อยู่บนตัวเลขหมายรหัส 501 ของป้ายหลังที่เป็นกระดาษปะเก็น ลีวาย สเตราสส์ แอนด์ โก. เคยเรียกกางเกงโอเวอร์ออลล์ส เดนิม 501 XX และได้เปลี่ยนจากคำว่าเดนิม มาเป็นคำว่ายีนส์ (Jeans) ในยุคนี้ และมีการผลิตยีนส์ ลีวายส์สีขาวขึ้นมา มีการผลิตรุ่น 505 โดยเป็นรุ่นที่ใช้ซิปแทนกระดุม ยุคนี้ได้ผลิตผ้า Shrunk to Fit มาทำเป็นกางเกงยีนส์ลีวายส์ 501 0115 ผืนผ้านี้จะไม่มีการหดตัว
1970 - 1979 กางเกงยีนส์ 501 XX เปลี่ยนป้ายเรดแท็บ จากที่เคยมีตัวอีใหญ่ (E) มาเป็นตัวอีเล็ก (e) 501รุ่นจากนี้ไปจึงติดป้ายเรดแท็บที่มีคำว่า Levi’s ให้ สังเกต ตัวอี นี่เริ่มเป็นจุด ข้อแบ่งแยกป้าย เมื่อคนที่หากางเกงยีนส์ลีวายส์ที่เป็นรุ่นที่แตกต่างกันระหว่างบิ๊กอี และไม่ใช่ จึงทำให้กางเกงที่มีป้ายบิ๊กอีมีราคา
1980 - 1989 กางเกงยีนส์ 501 XX ได้กลายมาเป็นรุ่น 501 0000 เลขหมาย 0000 เป็นรหัสแทน XX และได้กลับมาเป็น 501 xx พิมพ์ตัวดำ ตัวเอ็กซ์ 2 ตัว จะเล็กเกือบครึ่งของตัวเลข แล้วก็ได้กลายมาเป็น 501 ตัวใหญ่พิมพ์ สีแดง
1990 - 1999 กางเกงยีนส์ 501 XX ยังมีการผลิตอย่างต่อเนื่อง และในยุคนี้ได้ออกลีวายส์ วินเทจ คล็อทธิ่ง ดังได้เขียนบอกกล่าวมาข้างต้น
2000 - 2009 กางเกงยีนส์ 501 XX ได้ผลิตไปตามความต้องการของลูกค้าที่มีอยู่ทั่วโลก ในปี ค.ศ.2000 นิตยสารไทม์ ได้เขียนถึงกางเกงยีนส์ 501 Jeans ลงบทความที่มีชื่อว่า “The Clothing Piece of The 20 th Century” เครื่องแต่งกายชิ้นสำคัญแห่งศตวรรษที่ 20 ในยุคนี้ได้ผลิตกางเกงลีวายส์ Engineered Jeans ผลิต ขึ้นมาเพื่อคนรุ่นใหม่ ที่อยู่ร่วมยุคปี 2000 มาถึง ลีวายส์ เอนจิเนียเร็ด เพื่อการสวมใส่สำหรับทุกกิจกรรมที่คุณสนใจ ต่อมาได้มีการผลิตกางเกงยีนส์รุ่นล่าสุด Levi’ sจ Type 1TM Jeans มาเขย่าตลาดแฟชั่นอย่างต่อเนื่อง สินค้าในยุคครบรอบ 150 ปี คอลเลคชั่นใหม่ 501 Celebration Jeans คือ Levi’s Nevada Jeans, Levi’s Red Tab Jeans, Levi’s Engineered Jeans และ Levi’s Vintage Clothing
อาชีพอิสระ
อาชีพอิสระ เป็นทางเลือกหนึ่งที่สำคัญ ซึ่งทำให้ประชาชนมีงานทำ มีรายได้ และบรรเทาปัญหาการว่างงาน การประกอบอาชีพอิสระเป็น การประกอบกิจการส่วนตัวต่างๆ ในการผลิตสินค้า หรือบริการ ที่ถูกต้องตามกฎหมาย เป็นธุรกิจที่มีอิสระในการกำหนดรูปแบบและวิธีดำเนินงานของตนเอง ในการตัดสินใจเลือกประกอบอาชีพอิสระ ควรพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยเลือกอาชีพที่ชอบหรือ คิดว่าตัวเองถนัด ต้องพัฒนาความสามารถของตัวเองศึกษารายละเอียดของอาชีพ และทำการฝึกอบรม ฝึกปฏิบัติ ให้มีพื้นฐานความรู้ความเข้าใจในการเริ่มประกอบอาชีพที่ถูกต้อง รวมทั้งต้องพิจารณา องค์ประกอบอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น ทำเลที่ตั้งของอาชีพ สภาพแวดล้อม ผู้ร่วมงาน และเงินทุนนอกจากนั้น ผู้ประกอบอาชีพอิสระจะต้องมีความรู้ ความสามารถในการจัดการด้านเทคนิคและวิธีการ การวางแผน การตลาด ซึ่งต้องมีการเตรียมการอย่างละเอียด การประกอบอาชีพอิสระเป็นงานท้าทาย แต่สามารถ สร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการและครอบครัวได้ไม่ด้อยกว่าอาชีพอื่น โดยผู้ประสบความสำเร็จใน การประกอบอาชีพอิสระส่วนใหญ่ จะเป็นผู้ที่มีความอดทนสูง มีความมุ่งมั่น ตั้งใจ กระตือรือร้น กล้าตัดสินใจ กล้าเสี่ยง และพัฒนาตนเองอยู่ตลอดเวลา การส่งเสริมการประกอบอาชีพอิสระของกองส่งเสริมการมีงานทำ กรมการจัดหางาน เป็นการให้บริการแนะแนวทางในการประกอบอาชีพ เผยแพร่อาชีพอิสระที่น่าสนใจ แนะนำแหล่งเงินทุน ตลอดจนแหล่งฝึกอบรมแก่ผู้ว่างงานทั่วไป รวมถึงผู้ว่างงานที่อพยพกลับจากต่างประเทศ ตลอดจนผู้มีรายได้น้อยที่ต้องการประกอบอาชีพอิสระเพื่อเป็นรายได้หลักและรายได้เสริม
แนวทางการประกอบอาชีพอิสระ
สำรวจตัวคุณเองว่าคุณพร้อมที่จะมีธุรกิจของตนเองแล้วหรือยัง? การประกอบอาชีพอิสระไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ยากเกินความพยายาม การประกอบอาชี พอิสระเป็นงานที่ท้าทายความสามารถ ผู้ที่ประกอบอาชีพอิสระจนพบกับความสำเร็จต้องมี คุณสมบัติ ดังนี้
1. ต้องมีความมุ่งมั่น ตั้งใจ เต็มใจที่จะทุ่มเทกำลังกาย กำลังใจทั้งหมดให้แก่ธุรกิจของท่าน
2. ต้องมีแรงจูงใจ ถ้าเลือกทำธุรกิจเพียงแต่ต้องการหาอะไรทำสักอย่างหนึ่ง โอกาสที่ธุรกิจของท่านจะประสบความสำเร็จจะมีน้อย แต่ถ้าท่านมีความต้องการ มีความมุ่งมั่นอย่างจริงจังจะเป็นเจ้าของกิจการ โอกาสของท่านก็จะมีมาก
3. ต้องมีสุขภาพดี ไม่เช่นนั้นท่านจะไม่สามารถทุ่มเทให้ธุรกิจได้อย่างเต็มที่ และความกังวลเรื่องธุรกิจก็จะทำให้สุขภาพของท่านยิ่งแย่ลงด้วย
4. ต้องมีการตัดสินใจ ท่านต้องกล้าตัดสินใจในเรื่องต่าง ๆ มากมายหลายเรื่อง การที่ท่านไม่ตัดสินใจ หรือไม่สามารถตัดสินใจได้ ธุรกิจของท่านก็จะมีปัญหาหรือล้มเหลวได้
5. ต้องกล้าเสี่ยง ไม่มีธุรกิจใดที่ไม่ต้องเสี่ยง ท่านต้องกล้าที่จะเสี่ยงและเสี่ยงอย่างฉลาดกล้าตัดสินใจในเรื่องต่าง ๆ
การแสวงหาช่องทางในการทำธุรกิจ
ธุรกิจที่ประสบความสำเร็จจะต้องเริ่มที่ "มองเห็นหรือพบแนวความคิด" ที่ดีก่อน การมีแนวความคิดทางธุรกิจที่ดี จะไม่ทำให้ต้องผิดหวัง และสูญเสียเงินในภายหลัง แต่ถ้าแนวความคิดทางธุรกิจไม่ดีพอธุรกิจก็จะล้มเหลวไม่ว่าจะใช้เวลาและใช้ เงินไปมากเท่าใดก็ตาม
ประเภทของธุรกิจ โดยทั่ว ๆ ไป แบ่งประเภทได้ดังนี้
1. ธุรกิจการผลิต เช่น ทำอาหาร ทำกรอบรูป ตัดเย็บเสื้อผ้า ทำแชมพู สิ่งประดิษฐ์ เป็นต้น
2. ธุรกิจบริการ ธุรกิจประเภทนี้เป็นการขายแรงงาน หรือมีความรู้ ความชำนาญ เช่น
ซ่อมมอเตอร์ไซด์ รับจ้างล้างรถ เสริมสวย แปลเอกสาร นวดแผนไทย บริการซัก-รีด เป็นต้น
3. ธุรกิจซื้อมาขายไป เป็นการซื้อสินค้าจากผู้ผลิตหรือผู้ขายส่ง แล้วขายให้ลูกค้า เช่น
ร้านขายของชำ ร้านขายเสื้อผ้าสำเร็จรูป ร้านขายเฟอร์นิเจอร์จากโรงงาน เป็นต้น
4. ธุรกิจการเกษตร เป็นการทำธุรกิจที่ผลิตสินค้าจากการเกษตร และน้ำ เช่น การปลูกพืช
เลี้ยงสัตว์ ทำการประมง
องค์ประกอบที่ทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ
องค์ประกอบต่าง ๆ ที่ทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จต้องพิจารณาแต่ละส่วน และทำให้แต่ละ
ส่วนเหล่านั้นเป็นจุดแข็งประเภทของธุรกิจ องค์ประกอบของธุรกิจการผลิต
การผลิตที่มีประสิทธิภาพ มีโรงงานที่เหมาะสม จัดหาวัตถุดิบอย่างมี ประสิทธิภาพ ผลผลิตสูง
และมีคุณภาพ และค่าจ้างแรงงานที่เหมาะสม
การบริการ
- ตรงเวลา บริการดีมีคุณภาพ ทำเลเหมาะสม สร้างความพึงพอใจให้แก่ลูกค้า มีลูกค้าประจำ และมีบริการหลังการขายซื้อมาขายไป
- มีทำเลและสถานที่ที่เหมาะสม มีสินค้าให้เลือกหลากชนิด ราคาที่สมเหตุผลมีสินค้าคงคลังพอดี และปฏิบัติต่อลูกค้าเป็นอย่างดี
การเกษตร
ใช้ผืนดินหรือพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ ต้นทุนการผลิตต่ำ การขนส่งมีประสิทธิภาพ และมีผลผลิตที่สูงและมีคุณภาพ
นอกจากนี้ ผู้ประกอบธุรกิจที่จะประสบผลสำเร็จได้นั้น จะต้องมีการพัฒนาตัวเองในด้านความคิด ซึ่งประกอบด้วย
- มีพลังปัญญาความคิด เห็นถึงปัญหาที่แท้จริง รู้ถึงสาเหตุของปัญหา และวิธีแก้ไข
- มีพลังวิริยะความเพียร ในการทำงานให้สำเร็จ ทั้งการลงทุน การผลิตและการตลาด
มีความคิดสร้างสรรค์ของตนเอง
- มีความซื่อสัตย์ต่อตนเองและผู้อื่น คือ การดำเนินธุรกิจต้องสร้างความเชื่อถือ ศรัทธา
ไว้วางใจให้กับตนเอง องค์กร และผลิตภัณฑ์เป็นสำคัญ
- มีพลังแห่งไมตรี เอื้ออาทร ต้องมีหลักการบริการที่ดี สร้างความประทับใจให้เกิดขึ้น
และสามารถรักษาลูกค้าเก่า หาลูกค้าใหม่
วันพฤหัสบดีที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2559
สัตว์เลี้ยงน่ารัก
สัตว์เลี้ยง เป็นหนึ่งอย่างที่กลายสิ่งจำเป็นในการดำรงค์ชีวิตตั้งตแอดีตจนถึงประจุบันเพราะว่า ไม่ว่าในแต่ละยุดจะเห็นสัตว์เลี้ยงนั้น มีความจำเป็นต่อการดำรงค์ชีวิตมาก ไม่ว่าจะนำไปใช้ประโยชน์ในการล่าสัตว์ในการบางเบาภาระการทำงาน เป็นเพื่อคลายเหงาได้ เป็นสิ่งที่บ่งบอกได้ว่าสัตว์เลี้ยงชนิดต่างๆ นั้นต่างก็มีประโยชน์ในหลายๆ ด้านบางคนเลี้ยงเพื่อจำหน่ายเป็นอาชีพที่สามารถสร้างความเจริญมาแล้ว เลี้ยงเป็นเพื่อหลายคนคงเคยได้ยินว่าสุนัขช่วยชีวิตคนได้ นั้นหลายถึงความซื่อสัตย์ที่มีต่อเจ้าของ แมวสามารถที่จะไร่จับหนู ปลาเอาได้ดูเพื่อความสวยงาม แม้กระทั้งกระต่ายเองก็มีคนเลี้ยงเป็นจำนวนมาก พร้อมสัตว์ที่หลายคนกลัวแต่ก็มีคนบางคนที่เลี้ยงมันอย่างเช่น งู ซึ่งต้องควรศึกษาเกี่ยวกับการเลี้ยงดูแลมันด้วย เพื่อที่จะได้รู้จักนิสัยและกาดำรงค์ชีวิตของมัน ไม่ว่าจะเป็นสัตว์อะไรก็ตามที่เราเลี้ยงนั้นจะต้องมีความดูแลเอาใจใส่มันด้วย เพื่อจะได้เป็นเพื่อนที่ดี และสามารถที่จะอยู่ร่วมกับเราได้นานๆ เพราะบางคนนั้นอยากเลี้ยงแต่ไม่สามารถเลี้ยงได้เพราะขาดความรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงดูนั้นเอง สัตว์เลี้ยง ถือได้ว่าเป็นเพื่อนมนุษย์ที่ดี สร้างความสุขได้ รวมทั้งแหล่งที่มาที่ไปของสายพันธุ์ แหล่งที่ขายสัตว์เลี้ยงต่างๆ จะเป็นการช่วยในการเลือกซื้อที่ดีขึ้น
สำหรับสัตว์เลี้ยงที่มีความสำคัญมากที่สุดและเป็นที่นิยมเลี้ยงมากที่สุดเช่นกัน นั้นก็คือ สุนัข เป็นมิตรกับมนุษย์สุนัขนั้นสามารถที่จะเลี้ยงได้ง่ายและมีประโยชน์ในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสมัยไหนก็ยังเป็นสัตว์เลี้ยงที่คนเรานิยมเลี้ยงมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการเลี้ยงเพื่อเป็นเพื่อนในยามเหงา เลี้ยงไว้เล่น และเพื่อความเพลิดเพลินต่างๆ และมีการเลี้ยงไว้เฝ้าบ้านเฝ้าสวนซึ่งมาหลายสายพันธุ์ที่มาจากต่างประเทศเอง ก็นิยมเลี้ยงมากขึ้นด้วยความน่ารัก แสนรู้ในแต่ล่ะพันธุ์มีความแต่ต่างและความสามารถที่โดเด่นกันไป ดังนั้นทางเว็บเราจึงนำเสนอเนื้อหาเกี่ยวกับการเลี้ยง สุนัข ที่ถูกต้อง เพื่อที่จะนำความรู้ที่มีประโยชน์ไม่มากก็น้อยไปใช้กันสัตว์เลี้ยงที่แสนรู้ของคุณได้ ไม่ว่าจะเป็นการดูแลตั้งแต่เกิด หรือว่าการเลือกซื้อสุนัขที่นำมาเลี้ยง และความสามารถของสายพันธุ์ที่โดเด่นก่อนที่เราจะนำมาเลี้ยงให้ถูกใจของผู้เลี้ยงเอง และสามารถที่จะดูแลให้เข้าใจและให้ความรักเพราะซึ่งจะทำให้สุนัขของคุณนั้นมีความแสนรู้และน่ารักมากขึ้น
ต่อมาที่นิยมเลี้ยงเลี้ยงแต่อาจจะน้อยกว่าสุนัขมากเพราะว่าเป็นสัตว์ที่เอาใจยากอย่าง แมว นี้เอง แมวเป็นสัตว์นี้เอาใจยากแต่มีความน่ารักของมันและขี้อ้อน บางทีก็ไม่อยากที่จะสนใจเราเราไปเฉยๆ บางทีเรียกแทบตายก็ไม่มาหาเรา อยู่ดีๆ ก็มีอ้อนเราซะงั้น เป็นสัตว์ที่มีความน่ารักในตัว ไม่ว่าจะเป็นนิสัย หรือว่ารูปร่างของมัน ทำให้แมว เป็นสัตว์หนึ่งที่นิยมเลี้ยงไว้เป็นเพื่อและไม่ว่าจะเป็น คนดัง ดารา ก็เลี้ยงอาจจะมีความเลี้ยงในบางสายพันธุ์ที่ว่า แมว เลี้ยงแล้วจะมีโชคร่ำรวย บารมีนั้นเอง และแมวยังเป็นสัตว์เลี้ยงพื้นบ้านในสมัยก่อน และที่สำคัญเรื่องการจับหนู เลี้ยงไว้ป้องกันหนูได้ดีเลยทีเดียว ดังนั้นแล้วการเลี้ยงแมวไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตามก็เป็นสัตย์ที่คุณต้องเอาใจใส่ยิ่งแมวพื้นบ้านของไทยด้วยแล้วมีความต้องการและมีการเลี้ยงขายได้เลย บางตัวอาจจะได้ราคาเป็นล้านเลยนะครับ การเข้าใจพฤติกรรมของแมวเป็นสิ่งที่สำคัญ ยามที่มันเจ็บป่วยจะได้สังเกตได้ด้วย และทางเราได้นำเสนอเรื่องของแมวอย่างเช่นในตำนานมีความสำคัญอย่างไรไว้ด้วย แต่ละสายพันธุ์ของแมวไทยและต่างประเทศเป็นอย่างไรด้วย
สัตว์เลี้ยง
กระต่าย เป็นสัตว์ชนิดหนึ่งที่นิยมเลี้ยง ด้วยเป็นสัตว์ที่มีความน่ารัก ไม่งอแงเลี้ยงง่ายไปเปลืองอาหาร ประหยัดพื้นที่ในการเลี้ยง เพราะว่าใช้บริเวณในการเลี้ยงไม่มากก็สามารถที่จะเลี้ยงได้ง่าย ซึ่งในปัจจุบันนั้นได้มีการนิยมเลี้ยงกันมากขึ้น และเพราะพันธุ์ขายมีทั้งกระต่ายที่ขนาดปกติปละกระต่ายแคระที่มีขนาดตัวเล็ก สามารถที่จะเลี้ยงตามที่พักคอนโดหรือว่าอาพาสเม้นต์ได้ เพราะสำหรับเป็นเพื่อนเราด้วย และที่สำคัญ กระต่าย นั้นสามารถที่จะกินอาหารหรือว่าพักทั่วไปได้
เพลงขัดใจ
วง"COLORPiTCH" เป็นวงดนตรีอินดี้
เป็นวงดนตรีที่เรียกแนวดนตรีของตัวเองว่า"Elter Music" อัลเทอร์มิวสิค
แปลว่า การรวมทุกๆเสียงดนตรี ซึ่งตรงกับชื่อวงที่แปลว่า สีสันของเสียงดนตรี
ซึ่งเพลงทั้งหมด สมาชิกได้ช่วยกันสร้างสรรค์แต่ละบทเพลง
แต่ละคนก็จะนำไอเดียของแต่ละคนเข้ามาเสริม เพื่อเพิ่มสีสันของเพลงแต่ละเพลง
เนื้อเพลง ขัดใจ - COLORPiTCH
เธอเข้ามากระชากหัวใจ ตั้งแต่ครั้งแรกที่เราได้พบกัน
อยากจะสานสัมพันธ์ กับเธอต่อไปให้ยาวนาน
อยากหยุดเวลาเอาไว้ตรงนี้ หยุดประเดี๋ยวนี้ ตอนที่เราจ้องตาเป็นมัน
พร้อมกับส่งสัญญาณว่าฉันชอบเธอ
แต่แล้ว ฝันนั้นก็สลายไปในพริบตา
เมื่อมีคนหนึ่งเดินเข้ามา จับมือเธอแล้วเดินจากไป
ไม่อยากจะขัดใจตัวเอง ที่มันชอบเธอ
ไม่ให้ชอบเธอ ก็คงเป็นไปไม่ได้
เพราะใจมันคิดไปไกล ยากที่จะดึงกลับแล้ว
จำเป็นต้องขัดใจตัวเอง ข่มตาลงแล้วหันหลังกลับ
ปลอบใจว่าไม่เป็นไร คิดว่าเป็นความสุขเล็กๆน้อยๆไป
ฉันคิดว่าเธอนั้นมาเพียงคนเดียว เดินเพียงคนเดียว
ไม่คิดว่ามีใครอยู่แล้ว
ขนมไทย
ขนมไทย มีเอกลักษณ์ด้านวัฒนธรรมประจำชาติไทยคือ มีความละเอียดอ่อนประณีตในการเลือกสรรวัตถุดิบ วิธีการทำ ที่พิถีพิถัน รสชาติอร่อยหอมหวาน สีสันสวยงาม รูปลักษณ์ชวนรับประทาน ตลอดจนกรรมวิธีที่ประณีตบรรจง
ประวัติความเป็นมาของขนมไทย
ในสมัยโบราณคนไทยจะทำขนมเฉพาะวาระสำคัญเท่านั้น เป็นต้นว่างานทำบุญ งานแต่ง เทศกาลสำคัญ หรือต้อนรับแขกสำคัญ เพราะขนมบางชนิดจำเป็นต้องใช้กำลังคนอาศัยเวลาในการทำพอสมควร ส่วนใหญ่เป็น ขนบประเพณี เป็นต้นว่า ขนมงาน เนื่องในงานแต่งงาน ขนมพื้นบ้าน เช่น ขนมครก ขนมถ้วย ฯลฯ ส่วนขนมในรั้วในวังจะมีหน้าตาจุ๋มจิ๋ม ประณีตวิจิตรบรรจงในการจัดวางรูปทรงขนมสวยงาม
ขนมไทยดั้งเดิม มีส่วนผสมคือ แป้ง น้ำตาล กะทิ เท่านั้น ส่วนขนมที่ใช้ไข่เป็นส่วนประกอบ เช่น ทองหยิบ ทองหยอด เม็ดขนุน นั้น มารี กีมาร์ เดอ ปีนา (ท้าวทองกีบม้า) หญิงสาวชาวโปรตุเกส เป็นผู้คิดค้นขึ้นมา
ขนมไทยที่นิยมทำกันทุกๆ ภาคของประเทศไทย ในพิธีการต่างๆ ก็คือขนมจากไข่ และเชื่อกันว่าชื่อและลักษณะของขนมนั้นๆ เช่น รับประทานฝอยทอง เพื่อหวังให้อยู่ด้วยกันยืดยาว มีอายุยืน รับประทาน ขนมชั้นก็ให้ได้เลื่อนขั้นเงินเดือน รับประทาน ขนมถ้วยฟูก็ขอให้เจริญ รับประทานขนมทองเอก ก็ขอให้ได้เป็นเอก เป็นต้น
ในสมัยรัชกาลที่ 1 มีการพิมพ์ตำราอาหารออกเผยแพร่ รวมถึงตำราขนมไทยด้วย จึงนับได้ว่าวัฒนธรรมขนมไทยมีการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรครั้งแรก ตำราอาหารไทยเล่มแรกคือแม่ครัวหัวป่าก์
ในสมัยต่อมาเมื่อการค้าเจริญขึ้นในตลาดมีขนมนานาชนิดมาขาย และนับว่าเป็นยุคที่ขนมไทยเป็นที่นิยม
การแบ่งประเภทของขนมไทย
แบ่งตามวิธีการทำให้สุกได้ดังนี้
ขนมที่ทำให้สุกด้วยการกวน ส่วนมากใช้กระทะทอง กวนตั้งแต่เป็นน้ำเหลวใสจนงวด แล้วเทใส่พิมพ์หรือถาดเมื่อเย็นจึงตัดเป็นชิ้น เช่น ตะโก้ ขนมลืมกลืน ขนมเปียกปูน ขนมศิลาอ่อน และผลไม้กวนต่าง ๆ รวมถึงข้าวเหนียวแดง ข้าวเหนียวแก้ว และกะละแม
ขนมที่ทำให้สุกด้วยการนึ่ง ใช้ลังถึง บางชนิดเทส่วนผสมใส่ถ้วยตะไลแล้วนึ่ง บางชนิดใส่ถาดหรือพิมพ์ บางชนิดห่อด้วยใบตองหรือใบมะพร้าว เช่น ช่อม่วง ขนมชั้น ข้าวต้มผัด สาลี่อ่อน สังขยา ขนมกล้วย ขนมตาล ขนมใส่ไส้ ขนมเทียน ขนมน้ำดอกไม้
ขนมที่ทำให้สุกด้วยการเชื่อม เป็นการใส่ส่วนผสมลงในน้ำเชื่อมที่กำลังเดือดจนสุก ได้แก่ ทองหยอด ทองหยิบ ฝอยทอง เม็ดขนุน กล้วยเชื่อม จาวตาลเชื่อม
ขนมที่ทำให้สุกด้วยการทอด เป็นการใส่ส่วนผสมลงในกระทะที่มีน้ำมันร้อนๆ จนสุก เช่น กล้วยทอด ข้าวเม่าทอด ขนมกง ขนมค้างคาว ขนมฝักบัว ขนมนางเล็ด
ขนมที่ทำให้สุกด้วยการนึ่งหรืออบ ได้แก่ ขนมหม้อแกง ขนมหน้านวล ขนมกลีบลำดวน ขนมทองม้วน สาลี่แข็ง นอกจากนี้ อาจรวม ขนมครก ขนมเบื้อง ขนมดอกลำเจียกที่ใช้ความร้อนบนเตาไว้ในกลุ่มนี้ด้วย
ขนมที่ทำให้สุกด้วยการต้ม ขนมประเภทนี้จะใช้หม้อหรือกระทะต้มน้ำให้เดือด ใส่ขนมลงไปจนสุกแล้วตักขึ้น นำมาคลุกหรือโรยมะพร้าว ได้แก่ ขนมถั่วแปบ ขนมต้ม ขนมเหนียว ขนมเรไร นอกจากนี้ยังรวมขนมประเภทน้ำ ที่นิยมนำมาต้มกับกะทิ หรือใส่แป้งผสมเป็นขนมเปียก และขนมที่กินกับน้ำเชื่อมและน้ำกะทิ เช่น กล้วยบวชชี มันแกงบวด สาคูเปียก ลอดช่อง ซ่าหริ่ม
วัตถุดิบในการปรุงขนมไทย
สาคูไส้หมู และข้าวเกรียบปากหม้อ
ขนมไทยส่วนใหญ่ทำมาจากข้าวและจะใช้ส่วนประกอบอื่นๆ เช่น สี ภาชนะ กลิ่นหอมจากธรรมชาติ ข้าวที่ใช้ในขนมไทยมีทั้งใช้ในรูปข้าวทั้งเม็ดและข้าวที่อยู่ในรูปแป้ง นอกจากนั้นยังมีวัตถุดิบอื่นๆ เช่น มะพร้าว ไข่ น้ำตาล ซึ่งจะกล่าวถึงรายละเอียดดังต่อไปนี้
ข้าวและแป้ง
การนำข้าวมาทำขนมของคนไทยเริ่มตั้งแต่ข้าวไม่แก่จัด ข้าวอ่อนที่เป็นน้ำนม นำมาทำข้าวยาคู พอแก่ขึ้นอีกแต่เปลือกยังเป็นสีเขียวนำมาทำข้าวเม่า ข้าวเม่าที่ได้นำไปทำขนมได้อีกหลายชนิด เช่น ข้าวเม่าคลุก ข้าวเม่าบด ข้าวเม่าหมี่ กระยาสารท ข้าวเจ้าที่เหลือจากการรับประทาน และที่นำไปทำเป็นแป้ง เช่น แป้งข้าวเจ้า แป้งข้าวเหนียว นอกจากนั้นยังใช้แป้งมันสำปะหลังด้วย ส่วนแป้งสาลีมีใช้น้อย มักใช้ในขนมที่ได้รับอิทธิพลจากต่างชาติ[2]
มะพร้าวและกะทิ
มะพร้าวนำมาใช้เป็นส่วนประกอบของขนมไทยได้ตั้งแต่มะพร้าวอ่อนจนถึงมะพร้าวแก่ดังนี้ [2]
มะพร้าวอ่อน ใช้เนื้อผสมในขนม เช่น เปียกสาคู วุ้นมะพร้าว สังขยามะพร้าวอ่อน
มะพร้าวทึนทึก ใช้ขูดฝอยทำเป็นไส้กระฉีก ใช้คลุกกับข้าวต้มมัดเป็นข้าวต้มหัวหงอก และใช้เป็นมะพร้าวขูดโรยหน้าขนมหลายชนิด เช่น ขนมเปียกปูน ขนมขี้หนู ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของขนมไทย[3]
มะพร้าวแก่ นำมาคั้นเป็นกะทิก่อนใส่ในขนม นำไปทำขนมได้หลายแบบ เช่น ต้มผสมกับส่วนผสม เช่นกล้วยบวชชี แกงบวดต่างๆ หรือตักหัวกะทิราดบนขนม เช่น สาคูเปียก ซ่าหริ่ม บัวลอย
น้ำตาล
แต่เดิมนั้นน้ำตาลที่นำมาใช้ทำขนมคือน้ำตาลจากตาลหรือมะพร้าว ในบางท้องที่ใช้น้ำตาลอ้อย น้ำตาลทรายถูกนำมาใช้ภายหลัง
ไข่
เริ่มเป็นส่วนผสมของขนมไทยตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชซึ่งได้รับอิทธิพลจากขนมของโปรตุเกส ไข่ที่ใช้ทำขนมนี้จะตีให้ขึ้นฟู ก่อนนำไปผสม ขนมบางชนิดเช่น ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง ต้องแยกไข่ขาวและไข่แดงออกจากกัน แล้วใช้แต่ไข่แดงไปทำขนม [2]
ถั่วและงา
ถั่วและงาจัดเป็นส่วนผสมที่สำคัญในขนมไทย การใช้ถั่วเขียวนึ่งละเอียดมาทำขนมพบได้ตั้งแต่สมัยอยุธยา เช่นขนมพิมพ์ถั่วทำด้วยถั่วเหลืองหรือถั่วเขียวกวนมาอัดใส่พิมพ์[4] ถั่วและงาที่นิยมใช้ในขนมไทยมีดังนี้[5]
ถั่วเขียวเลาะเปลือก มีชื่อเรียกหลายชื่อ เช่น ถั่วทอง ถั่วซีก ถั่วเขียวที่ใช้ต้องล้างและแช่น้ำค้างคืนก่อนเอาไปนึ่ง
ถั่วดำ ใช้ใส่ในขนมไทยไม่กี่ชนิด และใส่ทั้งเม็ด เช่น ข้าวต้มมัด ข้าวหลาม ถั่วดำต้มน้ำตาล ขนมถั่วดำ
ถั่วลิสง ใช้น้อย ส่วนใหญ่ใช้โรยหน้าขนมผักกาดกวน ใส่ในขนมจ่ามงกุฎ ใส่ในรูปที่คั่วสุกแล้ว
งาขาวและงาดำ ใส่เป็นส่วนผสมสำคัญในขนมบางชนิดเช่น ขนมเทียนสลัดงา ขนมแดกงา
กล้วย
กล้วยมีส่วนเกี่ยวข้องกับขนมไทยหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นขนมกล้วย กล้วยกวน กล้วยเชื่อม กล้วยแขกทอด หรือใช้กล้วยเป็นไส้ เช่น ข้าวต้มมัด ข้าวเหนียวปิ้งไส้กล้วย ข้าวเม่า กล้วยที่ใช้ส่วนใหญ่เป็นกล้วยน้ำว้า กล้วยแต่ละชนิดเมื่อนำมาทำขนมบางครั้งจะให้สีต่างกัน เช่น กล้วยน้ำว้าเมื่อนำไปเชื่อมให้สีแดง กล้วยไข่ให้สีเหลือง เป็นต้
สี
สีที่ได้จากธรรมชาติและใช้ในขนมไทย มีดังนี้
สีเขียว ได้จากใบเตยโขลกละเอียด คั้นเอาแต่น้ำ
สีน้ำเงินจากดอกอัญชัน เด็ดกลีบดอกอัญชันแช่ในน้ำเดือด ถ้าบีบน้ำมะนาวลงไปเล็กน้อยจะได้สีม่วง
สีเหลืองจากขมิ้นหรือหญ้าฝรั่น
สีแดงจากครั่ง
สีดำจากกาบมะพร้าวเผาไฟ นำมาโขลกผสมน้ำแล้วกรอง
กลิ่นหอม
กลิ่นหอมที่ใช้ในขนมไทยได้แก่
กลิ่นน้ำลอยดอกมะลิ ใช้ดอกมะลิที่เก็บในตอนเช้า แช่ลงในน้ำต้มสุกที่เย็นแล้วให้ก้านจุ่มอยู่ในน้ำ ปิดฝาทิ้งไว้ 1 คืน รุ่งขึ้นจึงกรอง นำนำไปใช้ทำขนม
กลิ่นดอกกระดังงา นิยมใช้อบขนมแห้ง โดยเด็ดกลีบกระดังงามาลนเทียนอบให้หอม ใส่ขวดโหลที่ใส่ขนมไว้ ปิดฝาให้สนิท
กลิ่นเทียนอบ จุดไฟที่ปลายเทียนอบทั้งสองข้างให้ลุกสักครู่หนึ่งแล้วดับไฟ วางลงในถ้วยตะไล ใส่ในขวดโหลที่ใส่ขนม ปิดผาให้สนิท
กลิ่นใบเตย หั่นใบเตยที่ล้างสะอาดเป็นท่อนยาว ใส่ลงไปในขนม
ขนมไทยแต่ละภาค
ขนมไทยภาคเหนือ
ส่วนใหญ่จะทำจากข้าวเหนียว และส่วนใหญ่จะใช้วิธีการต้ม เช่น ขนมเทียน ขนมวง ข้าวต้มหัวหงอก มักทำกันในเทศกาลสำคัญ เช่นเข้าพรรษา สงกรานต์
ขนมที่นิยมทำในงานบุญเกือบทุกเทศกาลคือขนมใส่ไส้หรือขนมจ๊อก ขนมที่หาซื้อได้ทั่วไปคือ ขนมปาดซึ่งคล้ายขนมศิลาอ่อน ข้าวอีตูหรือข้าวเหนียวแดง ข้าวแตนหรือข้าวแต๋น ขนมเกลือ ขนมที่มีรับประทานเฉพาะฤดูหนาว ได้แก่ ข้าวหนุกงา ซึ่งเป็นงาคั่วตำกับข้าวเหนียว ถ้าใส่น้ำอ้อยด้วยเรียกงาตำอ้อย ข้าวแคบหรือข้าวเกรียบว่าว ลูกก่อ ถั่วแปะยี ถั่วแระ ลูกลานต้ม
ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ขนมพื้นบ้านได้แก่ ขนมอาละหว่า ซึ่งคล้ายขนมหม้อแกง ขนมเปงม้ง ซึ่งคล้ายขนมอาละหว่าแต่มีการหมักแป้งให้ฟูก่อน ขนมส่วยทะมินทำจากข้าวเหนียวนึ่ง น้ำตาลอ้อยและกะทิ ในช่วงที่มีน้ำตาลอ้อยมากจะนิยมทำขนมอีก 2 ชนิดคือ งาโบ๋ ทำจากน้ำตาลอ้อยเคี่ยวให้เหนียวคล้ายตังเมแล้วคลุกงา กับ แปโหย่ ทำจากน้ำตาลอ้อยและถั่วแปยี มีลักษณะคล้ายถั่วตัด
ขนมไทยภาคกลาง
ส่วนใหญ่ทำมาจากข้าวเจ้า เช่น ข้าวตัง นางเล็ด ข้าวเหนียวมูน และมีขนมที่หลุดลอดมาจากรั้ววัง จนแพร่หลายสู่สามัญชนทั่วไป เช่น ขนมกลีบลำดวน ลูกชุบ หม้อข้าวหม้อแกง ฝอยทอง ทองหยิบ ขนมตาล ขนมกล้วย ขนมเผือก เป็นต้น
ขนมไทยภาคอีสาน
เป็นขนมที่ทำกันง่ายๆ ไม่พิถีพิถันมากเหมือนขนมภาคอื่น ขนมพื้นบ้านอีสานได้แก่ ข้าวจี่ บายมะขามหรือมะขามบ่ายข้าว ข้าวโป่ง นอกจากนั้นมักเป็นขนมในงานบุญพิธี ที่เรียกว่า ข้าวประดับดิน โดยชาวบ้านนำข้าวที่ห่อใบตอง มัดด้วยตอกแบบข้าวต้มมัด กระยาสารท ข้าวทิพย์ ข้าวยาคู ขนมพื้นบ้านของจังหวัดเลยมักเป็นขนมง่ายๆ เช่น ข้าวเหนียวนึ่งจิ้มน้ำผึ้ง ข้าวบ่ายเกลือ คือข้าวเหนียวปั้นเป็นก้อนจิ้มเกลือให้พอมีรสเค็ม ถ้ามีมะขามจะเอามาใส่เป็นไส้เรียกมะขามบ่ายข้าว น้ำอ้อยกะทิ ทำด้วยน้ำอ้อยที่เคี่ยวจนเหนียว ใส่ถั่วลิสงคั่วและมะพร้าวซอย ข้าวพองทำมาจากข้าวตากคั่วใส่มะพร้าวหั่นเป็นชิ้นๆ และถั่วลิสงคั่ว กวนกับน้ำอ้อยจนเหนียวเทใส่ถาด ในงานบุญต่างๆจะนิยมทำขนมปาด (คล้ายขนมเปียกปูนของภาคกลาง) ลอดช่อง และขนมหมก (แป้งข้าวเหนียวโม่ ปั้นเป็นก้อนกลมใส่ไส้กระฉีก ห่อเป็นสามเหลี่ยมคล้ายขนมเทียน นำไปนึ่ง)
ขนมไทยภาคใต้
ชาวใต้มีความเชื่อในเทศกาลวันสารท เดือนสิบ จะทำบุญด้วยขนมที่มีเฉพาะในท้องถิ่นภาคใต้เท่านั้น เช่น ขนมลา ขนมพอง ข้าวต้มห่อด้วยใบกะพ้อ ขนมบ้าหรือขนมลูกสะบ้า ขนมดีซำหรือเมซำ ขนมเจาะหูหรือเจาะรู ขนมไข่ปลา ขนมแดง เป็นต้น
ตัวอย่างของขนมพื้นบ้านภาคใต้ได้แก่
ขนมหน้าไข่ ทำจากแป้งข้าวเจ้านวดกับน้ำตาล นำไปนึ่ง หน้าขนมทำด้วย กะทิผสมไข่ น้ำตาล เกลือ ตะไคร้และหัวหอม ราดบนตัวขนม แล้วนำไปนึ่งอีกครั้ง
ขนมฆีมันไม้ เป็นขนมของชาวไทยมุสลิม ทำจากมันสำปะหลังนำไปต้มให้สุก โรยด้วยแป้งข้าวหมาก เก็บไว้ 1 คืน 1 วันจึงนำมารับประทาน
ขนมจู้จุน ทำจากแป้งข้าวเจ้านวดกับน้ำเชื่อม แล้วเอาไปทอด มีลักษณะเหนียวและอมน้ำมัน
ขนมคอเป็ด ทำจากแป้งข้าวเจ้าผสมกับแป้งข้าวเหนียว นวดรวมกับไข่ไก่ รีดเป็นแผ่น ตัดเป็นชิ้นๆ เอาไปทอด สุกแล้วเอาไปเคล้ากับน้ำตาลโตนดที่เคี่ยวจนเหนียวข้น
ขนมคนที ทำจากใบคนที ผสมกับแป้งและน้ำตาล นึ่งให้สุก คลุกกับมะพร้าวขูด จิ้มกับน้ำตาลทราย
ขนมกอแหละ ทำจากแป้งข้าวเจ้ากวนกับกะทิและเกลือ เทใส่ถาด โรยต้นหอม ตัดเป็นชิ้นๆ โรยหน้าด้วย มะพร้าวขูดคั่ว กุ้งแห้งป่น และน้ำตาลทราย
ขนมก้านบัว ทำจากข้าวเหนียวนึ่งสุก นำไปโขลกด้วยครกไม้จนเป็นแป้ง รีดให้แบน ตากแดดจนแห้ง ตัดเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ทอดให้สุก ฉาบด้วยน้ำเชื่อม
ข้าวเหนียวเชงา เป็นข้าวเหนียวนึ่งสุก ตำผสมกับงาและน้ำตาลทราย
ข้าวเหนียวเสือเกลือก คล้ายข้าวโพดคลุกของภาคกลางแต่เปลี่ยนข้าวโพดเป็นข้าวเหนียวนึ่งสุกและใส่กะทิด้วย
ขี้หมาพองเช มีลักษณะเป็นก้อนๆ ทำจากข้าวเหนียวคั่วสุกจนเป็นสีน้ำตาล ตำให้ละเอียดเคล้ากับมะพร้าวขูด น้ำตาลโตนดที่เคี่ยวจนข้น เคล้ให้เข้ากันดี แล้วปั้นเป็นก้อน
ขนมดาดา เป็นขนมของชาวไทยมุสลิม ใช้ในโอกาสเดียวกับฆานม ประกอบด้วยข้าวเจ้า ข้าวเหนียวผสมน้ำบดให้ละเอียด นำไปละเลงในกระทะที่มีน้ำมันร้อนๆ พับให้เป็นแผ่น กินกับน้ำตาลเหลว
ขนมกรุบ นิยมทำกันในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ใช้แป้งข้าวเหนียวนวดกับน้ำอุ่น นำไปรีดให้แผ่บางบนใบตอง นำไปนึ่งแล้วตากแดดให้แห้ง แล้วทอดให้กรอบคลุกกับน้ำตาลที่เคี่ยวเป็นยางมะตูม
ขนมก้องถึ่ง ทำจากถั่วลิสงคั่ว คลุกกับน้ำตาลร้อนๆ แล้วใช้ไม้ทุบให้ละเอียดจนเป็นแผ่น ตัดเป็นชิ้น
ขนมในพิธีกรรมและงานเทศกาล
ขนมไทยมีส่วนร่วมในวิถีชีวิตไทยในทุกเทศกาลและโอกาสต่างๆ แสดงให้เห็นถึงความผูกพันและเป็นส่วนสำคัญของวัฒนธรรมไทยตั้งแต่สมัยโบราณ ขนมที่ใช้ในงานเทศกาลและพิธีกรรมต่างๆของไทยตลอดทั้งปีสรุปได้ดังนี้
ขนมไทยในงานเทศกาล
งานตรุษสงกรานต์ ที่พระประแดง และราชบุรี ใช้กะละแมเป็นขนมประงานตรุษ
สารทไทย เดือน 10 ทุกภาคยกเว้นภาคใต้ ใช้กระยาสารทเป็นขนมหลัก นอกจากนั้น อาจมีข้าวยาคู ข้าวมธุปายาส ข้าวทิพย์ ส่วนทางภาคใต้ จะมี ขนมสารทเดือนสิบ โดยใช้ขนมลา ขนมพอง ขนมท่อนใต้ ขนมบ้า ขนมเจาะหูหรือขนมดีซำ ขนมต้ม (ข้าวเหนียวใส่กะทิห่อใบกะพ้อต้ม ต่างจากขนมต้มของภาคกลาง) ยาสาด (กระยาสารท) ยาหนม (กะละแม) โดยขนมแต่ละชนิดที่ใช้มีความหมายคือ ขนมพอง เป็นแพพาข้ามห้วงมหรรณพ ขนมกงหรือขนมไข่ปลา เป็นเครื่องประดับ ขนมดีซำเป็นเงินเบี้ยสำหรับใช้สอย ขนมบ้า ใช้เป็นลูกสะบ้า ขนมลาเป็นเสื้อผ้าแพรพรรณ
เทศกาลออกพรรษา การตักบาตรเทโว เดือน 11 นิยมทำข้าวต้มผัดห่อด้วยใบตองหรือใบอ้อย ธรรมเนียมนี้มาจากความเชื่อทางศาสนาที่ว่า เมื่อประชาชนไปรอรับเสด็จพระพุทธเจ้าเมื่อทรงพุทธดำเนินจากเทวโลกกลับสู่โลกมนุษย์ ณ เมืองสังกัสสะ ชาวเมืองที่ไปรอรับเสด็จได้นำข้าวต้มผัดไปเป็นเสบียงระหว่างรอ[12] บางท้องที่มีการทำข้าวต้มลูกโยนใส่บาตรด้วยเช่น ชาวไทยเชื้อสายมอญที่จังหวัดราชบุรี
ในช่วงออกพรรษา ที่จังหวัดนครศรีธรรมราชมีประเพณีลากพระและตักบาตรหน้าล้อ ซึ่งจะใช้ขนมสองชนิดคือ ห่อต้ม (ข้าวเหนียวผัดกะทิห่อเป็นรูปสามเหลี่ยมด้วยใบพ้อ) และห่อมัด (เหมือนห่อต้มแต่ห่อด้วยใบจากหรือใบมะพร้าวอ่อนเป็นรูปสี่เหลี่ยมใช้เชือกมัด)
ในช่วงถือศีลอดในเดือนรอมฎอน ชาวไทยมุสลิมนิยมรับประทานขนมอาเก๊าะ
เดือนอ้าย มีพระราชพิธีเลี้ยงขนมเบื้อง เมื่อพระอาทิตย์โคจรเข้าราศีธนู นิมนต์พระสงฆ์ 80 รูป มาฉันขนมเบื้องในพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย
เดือนอ้ายในจังหวัดนครศรีธรรมราชมีประเพณีให้ทานไฟ โดยชาวบ้านจะก่อไฟและเชิญพระสงฆ์มาผิงไฟ ขนมที่ใช้ในงานนี้มี ขนมเบื้อง ขนมครก ขนมกรอก ขนมจูจุน กล้วยแขก ข้าวเหนียวกวน ขนมกรุบ ข้าวเกรียบปากหม้อ )
เดือนสาม ทางภาคอีสานมีประเพณีบุญข้าวจี่ ซึ่งจะทำข้าวจี่ไปทำบุญที่วัด
ชาวไทยมุสลิมมีประเพณีกวนขนมอาซูรอในวันที่ 10 ของเดือนมูฮรอม
ขนมไทยในพิธีกรรมและความเชื่อ
การสะเดาะเคราะห์และแก้บนของศิลปินวายัง-มะโย่งของชาวไทยมุสลิมทางภาคใต้ ใช้ข้าวเหนียวสามสี (ขาว เหลือง แดง) ข้าวพอง (ฆีแน) ข้าวตอก (มือเตะ) รา (กาหงะ) และขนมเจาะหู (ลีงอโต๊ะแว)
ในพิธีเข้าสุหนัต ขึ้นบ้านใหม่ แต่งงาน นำเรือใหม่ลงน้ำ ชาวไทยมุสลิมนิยมทำขนมฆานม
ขนมที่ใช้ในงานแต่งงาน ในภาคกลางนอกกรุงเทพฯออกไปจะมีขนมกงเป็นหลัก นอกจากนั้นมีทองเอก ขนมชะมด ขนมสามเกลอ ขนมโพรงแสม ขนมรังนก บางแห่งใช่ขนมพระพายและขนมละมุดก็มี ในบางท้องถิ่น ใช้ กะละแม ข้าวเหนียวแดง ข้าวเหนียวแก้ว ขนมชั้น ขนมเปียก ขนมเปี๊ยะ ถ้าเป็นตอนเช้า ยังไม่ถึงเวลาอาหาร จะมีการเลี้ยงของว่างเรียก กินสามถ้วย ได้แก่ ข้าวเหนียวน้ำกะทิ ข้าวตอกนำกะทิ ลอดช่องน้ำกะทิ บางแห่งใช้ มันน้ำกะทิ เม็ดแมงลักน้ำกะทิ บางท้องถิ่นใช้ขนมต้มด้วย
พิธีแต่งงานของชาวไทยมุสลิม จะมีพิธีกินสมางัตซึ่งเป็นการป้อนข้าวและขนมให้เจ้าบ่าวเจ้าสาว ขนมที่ใช้มี กะละแมหรือขนมดอดอย ขนมก้อหรือตูปงปูตู ขนมลาและข้าวพอง
ขนมที่ใช้ในงานบวชและงานทอดกฐินของชาวไทยเชื้อสายมอญในจังหวัดราชบุรีได้แก่ ขนมปลาหางดอก และลอดช่องน้ำกะทิ
ในงานศพ ชาวไทยเชื้อสายมอญในจังหวัดราชบุรีนิยมเลี้ยงเม็ดแมงลักน้ำกะทิ
การบูชาเทวดาในพิธีกรรมใดๆ เช่น ยกเสาเอก ตั้งศาลพระภูมิใช้ขนมต้มแดง ขนมต้มขาว เป็นหลักในเครื่องสังเวยชุดธรรมดา ชุดใหญ่เพิ่ม ข้าวตอก งาคั่ว ถั่วทอง ฟักทองแกงบวด ในพิธีทำขวัญจุกใช้ขนมต้มขาวต้มแดงด้วยเช่นกัน เครื่องกระยาบวชในการไหว้ครูเพื่อทำผงอิทธิเจ ใช้ขนมต้มแดงต้มขาวเช่นกัน
พิธีเลี้ยงผีของชาวไทยเชื้อสายมอญในจังหวัดราชบุรีใช้ ขนมบัวลอย ขนมทอด
ขนมที่ใช้ในพิธีไหว้ครูมวยไทยและกระบี่กระบอง ได้แก่ แกงบวด (กล้วย เผือกหรือมัน) เผือกต้ม มันต้ม ขนมต้มแดงต้มขาว ขนมชั้น ถ้วยฟู ฝอยทอง เม็ดขนุน
ในการเล่นผีหิ้งของชาวชอง บนหิ้งมีขนมต้ม
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)










